SuSuRil's profile<º))))><.·´¯`·.׺°”˜`”°º...PhotosBlogListsMore Tools Help

Windows Media Player

SuSuRil

<º))))><.·´¯`·.׺°”˜`”°º× ÕÑÌ©ã®|_| ׺°”˜`”°º×¸.·´¯`·.¸><((((º>

Photo 1 of 20
February 04

จีฉ่อย

เนื่องจาก...วันนี้ ได้ไปเรียนกวดวิชากับก๊วนกลุ่มเพื่อน ที่โรงเรียนกวดวิชาชื่อดัง ย่านสามเสน

แล้วก็ได้พูดคุยกัน ตามประสาของเด็กมัธยมปลาย เลยได้ข้อมูล ที่ น่าจะเป็นประโยชน์ + เอาฮาสำหรับ พี่ๆ ในนี้บ้างนะครับ...

ข้อบอกก่อนว่ะ ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับเรื่องของการขนส่ง...เอามาให้อ่านกันเล่นๆ ล่ะนะครับ...แก้เซ็งอิอิ 

นี่เป็นร้านค้าในตำนานที่เปิดคู่กะจุฬามาน๊านนาน

เรียกได้ว่านิสิตจุฬาใครไม่รุจักนี่แย่มากๆ

แล้วก็ร.ร.ใกล้เคียงอย่างสาธิตจุฬานี่ก็น่าจะรู้จักกันทุกคน

และเท่าที่เห้นบางครั้งแม้แต่เด็กเตรียมอุดม ก็มาซื้อนะครับ

บางท่านในเว็บนี้ อาจจะเคยไปใช้บริการ

แต่ก็ไม่เคยอ่านประวัติซักที

พออ่านแล้วแอบประทับใจ

เลยเอามาเล่าให้ฟังกัน

เผื่อใครอยากรู้อยากลอง

(โปรดอ่านอย่างมีวิจารณญาณบางอันที่มันเหลือเชื่อก็มีจิงแต่บางอันก็เว่อเกิน)


ร้านจีฉ่อย

จีฉ่อย (อักษรจีน: 志才; เยล: ji3choi4) คือ ชื่อร้านขายของชำขนาดหนึ่งคูหา ตั้งอยู่หน้าตลาดสามย่าน ตรงบริเวณถนนพญาไท ตรงข้ามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ชื่อว่าเป็นสีสันแห่งหนึ่งของบริเวณสามย่าน ร้านจีฉ่อยเป็นร้ายขายของที่ขึ้นชื่อว่า มีของขายทุกอย่าง และถ้าของไหนไม่มีขายในร้าน จะสามารถมาเอาได้ภายใน 2 วันให้หลัง โดยเปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ในเวลาเช้าถึงหัวค่ำ จะเปิดทำการที่หน้าร้าน ส่วนในเวลาหลังจากนั้น แม้ว่าดูเหมือนร้านจะปิด แต่คุณสามารถใช้บริการของร้านนี้ได้โดยการไปเคาะประตูหลังร้าน เพียงไม่นานนัก อาซิ้มเจ้าของร้านจะเดินฝ่าความมืดมาใกล้ๆ พร้อมกับถามว่า "ลื้อจาเอาอาราย") ลักษณะร้านเป็นร้านกว้างประมาณ 3 เมตร และลึกประมาณ 10 เมตร ร้านจีฉ่อย เป็นธุรกิจครอบครัวชาวจีนที่เปิดร้านขายของชำ

ปัจจุบัน ร้านจีฉ่อยจะปิดวันอาทิตย์วันเดียว ส่วนวันธรรมดาจะเปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม

ตำนานเกี่ยวกับจีฉ่อย

พนักงานขาย
พนักงานขายของร้านนี้เป็นอาซิ้มสองคนผลัดกันเฝ้าเวร ตลอด 24 ชั่วโมง อาซิ้มทั้งสองคนรูปร่างหน้าตาเหมือนกันมากเนื่องจากเป็นฝาแฝดกัน ทำให้ลูกค้าที่มาซื้อของบ่อย ๆ ต่างอดสงสัยไม่ได้ว่า คนขายของร้านนี้ไม่หลับไม่นอนกันเลยหรือ แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนกันคือ "ฟันทอง"

อีกประการหนึ่ง ตู้เก็บสินค้าในร้านที่มีจำนวนมาก วางเรียงรายไว้จนเหลือทางเดินในร้านกว้างเพียงแค่ 60 เซนติเมตร จะต้องอาศัยพนักงานร่างเล็กสองคนนี้เท่านั้น จึงจะสามารถเดินไปหยิบของภายในร้านมาให้ได้

เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่ได้ทราบมาในภายหลังว่าอาซิ้มคนหนึ่งได้เสียชีวิตไปเสียแล้ว

ตอนนี้ ลูกชายแกมาช่วยขายในบางวัน บางทีอาซิ้มแก หลงๆ ลืมๆ ก็จะได้สติจากลูกชายแกทำให้ขายของได้ถูกต้องมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีลูกจ้างสาวอีกหนึ่งคนคอยช่วยขายด้วย ในร้านยังมีหมาของแกอีกตัวคอยช่วยเฝ้าของ แต่เนื่องด้วยของในร้านเยอะมาก เจ้าของร้านสามารถเดินได้ทีละคนเท่านั้น สวนกันตรงทางเดินไม่ได้ ขนาดหมายังต้องวิ่งไปให้สุดร้านถึงจะกลับตัววิ่งออกมาได้


เทคนิคการขาย
เทคนิคการขายของร้านนี้คือถามหาอะไรมีหมด หากว่าสินค้าชิ้นนั้นไม่มีในร้าน ก็จะบอกให้รอเดี๋ยว แล้วก็หามาให้จนได้ เช่นหากต้องการทานข้าวขาหมู ถามว่ามีไหม พนักงานขายจะบอกว่า "มี รอเหลียว" (มาจาก รอเดี๋ยว) แล้วออกไปหลังร้าน ซื้อข้าวขาหมูจุฬาฯจากตลาดสามย่านมาให้ หรือเคยมีคนถามหากระบวยพลาสติกตักน้ำในห้องน้ำ ก็บอกว่า "มี รอเหลียว" แล้วไปหยิบมาจากไหนมาไม่ทราบ ยังมีน้ำหยดติ๋ง ๆ อยู่ ถือว่าพนักงานขายร้านนี้มีสปิริตของนักขายอย่างแท้จริง ถ้าถามถึงเลื่อย แกก็จะวิ่งไปร้านขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ข้างๆแกล่ะ แล้วก็มาตั้งราคาเอง ถ้าของชิ้นนั้นต้องใช้เวลาในการหาสักครู่ใหญ่ แกก็จะมีลูกอม หรือขนมขบเคี้ยวมาให้บริการลูกค้าด้วย จะได้ไม่เบื่อ และถ้าซื้อเยอะล่ะก็ แกก็จะมีของกำนัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ปากกา (ถ้าเป็นนิสิต) มอบให้ลูกค้าอีกต่างหาก

ราคาของ หลายๆครั้งที่พนักงานขายจะถามว่า "เคยซื้อเท่าไร" เมื่อบอกราคาที่เคยซื้อไปแล้วเขาจะบอกราคาสินค้าให้เรา สูงกว่าบ้างต่ำกว่าบ้าง โดยที่ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนแต่อย่างใด เช่น เทปMiniDVที่ขายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปราคาม้วนละ 500 บาท แต่ถ้าลูกค้าโดนถามว่าซื้อมาเท่าไหร่ ก็จะตอบว่า 200 แล้วอาซิ้มก็จะให้ราคาตามนั้น ถูกบ้าง แพงบ้าง แล้วแต่อารมณ์และความรู้ในสินค้าของแก

ของที่ขาย

ตัวอย่างสินค้าที่มาขาย หรือเคยวางขายในร้านได้แก่ ของเล่น น้ำอัดลม ปากกา สบู่ ลูกบอลพลาสติก ปูนพลาสเตอร์ รองเท้า กากเพชร กับดักหนู ใบลงทะเบียนเรียนของจุฬาฯ ตั๋วเครื่องบิน ฮูล่าฮุป เปียโน สีน้ำมัน กระดาษ และรถยนต์ นอกจากนี้ร้านจีฉ่อยยังมีสินค้าบางอย่างที่ไม่น่าเชื่อขายอีกเช่น แหวนรุ่นของคณะวิศวกรรมศาสตร์ (ที่ไว้สำหรับแจกนิสิตปีที่หนุ่) อีกทั้งสินค้าที่หายากอย่างบัตรคอนเสริต เรน โทรศัพท์มือถือ และ ไอ-พอด

มีผู้ที่เคยใช้บริการบอกว่า เคยไปซื้อฮาร์ดดิสก์จากอาซิ้ม เพราะคิดว่าไม่มีแน่นอน แต่อาซิ้มก็ตอบว่ามีแล้วมุดไปหาจนเจอจนได้ มีผู้ใช้บริการอ้างว่า เคยตัดชุดครุยรับปริญญากับจีฉ่อย นัดแค่สองวันมีช่างมาวัดตัวเสร็จสรรพ ได้ชุดครุยยี่ห้อจีฉ่อยไปใส่ถ่ายรูปสวยงาม นอกจากนี้เคยมีนิสิตคณะหนึ่งยืนยันได้ว่าเคยจ้างวาน ให้ร้านจีฉ่อยไปซื้อ เซียมซีเพื่อใช้ในการทำงานมาแล้ว

นิสิตคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ คนหนึ่งเล่าว่า เคยไปซื้อของกลางดึกเพื่อทำวิทยานิพนธ์ ประมาณตี 1 เจ้าของร้านบอกให้ไปหลังร้าน ซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียน เสร็จแล้วก็นึกสนุกระหว่างที่รอซิ้มค้นหาของ ตะโกนถามซิ้มว่า มีลิโพ ขายไหม ซิ้มก็ตอบทันทีว่า "จะเอากี่ขวด".. "ยาแก้ปวดล่ะ" แน่นอน ซิ้มตอบ "จะเอากี่เม็ด" นิสิตคนนั้นไม่ยอมแพ้ถามต่อ ว่า "แล้วเก้าอี้หมอฟันล่ะ มีขายมั้ย" ซิ้มนิ่งไปนิดนึงก่อนจะตอบว่า "รอเดี๋ยว" ...(ไม่มีการยอมแพ้)

อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่นิสิตจุฬาฯชอบไปลองของกับอาซิ้มเจ้าของร้าน โดยสั่งซื้อ "กิโมโน 1 ชุด" อาซิ้มหันมาและถามว่า "ลื้อ จะเอาจริงรึเปล่า?" (นั่น มีท้าทายกันด้วย) นานไปๆ จากร้านขายของสารพัดอย่าง ก็เป็นได้ทั้งเวทีท้ามวย ขายหัวเราะ ร้านอาหาร ร้านตัดผม และร้านอื่นๆอีกมากมาย ยิ่งการประชันฝีมือ จีฉ่อยไม่เคยแพ้ใครเลย แม้จะมีคนท้าว่าอยากใส่รองเท้าบู๊ทสีชมพูสด ขนาดฝ่าเท้า แกก็อุตส่าห์หามาให้จนได้ นะ

อันนี้ก็ขอเสริมอีกหน่อยครับว่า อันนี้เขาเล่ากันมานะ มีคนเคยลองของกับเจ๊แกอีกแล้ว. . ."เจ๊ ข้าวมันไก่จาน" เจ๊แกก็ "รอเหลียวๆ" หายไปพักใหญ่ๆ เจ๊แกเดินออกมาพร้อมกับข้าวมันไก่จริงๆ เคยขอซื้อเก้าอี้หวายยังมีเลย และเมื่อไม่นานมีนี้ เพื่อนๆ ที่คณะของผมก็เคยไปซื้อกระด้งมาแล้วครับ โอ้โห หามาได้ แต่แพงหน่อยนะ อันละตั้งเกือบ 300

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่า เคยมีคนคิดที่จะลองของ โดยจะไปขอซื้อ"เฮลิคอปเตอร์"จากเจ๊แกเหมือนกัน แต่สุดท้ายไม่กล้าไปลอง เพราะกลัวว่าด้วยสปิริตนักขายอันแรงกล้าของเจ๊แก จะพาลทำให้เจ๊แกถ่อสังขารไปสรรหา"เฮลิคอปเตอร์"มาให้ลูกค้า จนอาจทำให้เจ๊แกล้มหมอนนอนเสื่อลงไปได้ เป็นบาปเป็นกรรมเปล่าๆ และอีกเหตุผลนึง คือ กลัวจะไม่มีตังจ่ายเจ๊แก เพราะเจ๊แกอาจจะไปหา"เฮลิคอปเตอร์"มาได้จริงๆก็เป็นได้ เพราะขนาดลอตเตอร์รี่รางวัลที่หนึ่งเจ๊แกยังมีปัญญาหามาจนมีเงินมาเปิดร้านได้เนี่ย เจ๊แกอาจจะมีปัญญาหาเฮลิคอปเตอร์มาให้ก็ได้นี่นาใครจะไปรู้ล่ะ...

อ้างอิง
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%89%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2
ร้านจีฉ่อย
December 18

เรื่องที่คนไทยต้องอ่าน

ความสุขของพระมหากษัตริย์ ถ้ารักพระองค์ท่านต้องอ่าน

เผอิญไปเจอบทความดี ๆ มาเลยเอามาฝากครับ หนึ่งปีที่ผ่านมา...... เราใส่เสื้อเหลือง….. เราใส่สายรัดข้อมือสีเหลือง คนนับแสนไปนั่งรอเป็นชั่วโมงๆ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อจะได้เห็นพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงไม่กี่นาที วันนั้น ในขณะที่ทั้งโลกเริ่มเสื่อมศรัทธาในระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราได้แสดงให้โลกได้เห็นว่ามีประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งที่คนทั้งชาติยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี และพระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทย สิบสองปีที่ผ่านมา...... พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักด้วยโรคหัวใจเพราะทรงงานหนักเกินไป ในขณะเดียวกัน..... สมเด็จพระราชชนนีก็ทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ โรงพยาบาลศิริราชเช่นกัน เรายังจำรูปในหนังสือพิมพ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพระราชชนนีไม่กี่วันหลังจากการผ่าตัดใหญ่ถวายพระหัตถ์ข้างหนึ่งกุมอยู่ที่พระอุระและในพระหัตถ์อีกข้างหนึ่งทรงถือม้วนแผนที่กรุงเทพฯ เพราะน้ำกำลังท่วมกรุงอยู่ ยังจำกันได้ไหม? ในเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2516 เป็นครั้งแรกในรัชกาลที่เกิดวิกฤติด้านการเมืองรุนแรงที่สุด วันนั้น นิสิตนักศึกษาและประชาชนนับหมื่นนับแสนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล เหตุการณ์ร้ายแรงยิ่งขึ้น ตำรวจทหารยิงประชาชน ในขณะที่นิสิตนักศึกษาก็เผาสถานที่ราชการ เกิดกลียุคทุกหย่อมหญ้า คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง คืนนั้น สถานีโทรทัศน์ทุกช่องถ่ายทอดสดจากพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสกันคนไทยทุกคนว่า คนไทยจะฆ่าคนไทยด้วยกันไม่ได้ ทุกอย่างต้องสงบโดยฉับพลัน และทุกอย่างก็สงบโดยฉับพลัน หลังจากนั้นไม่นาน มีฝรั่งคนหนึ่งมาถามผมว่า เป็นไปได้อย่างไร ที่คนๆเดียวจะมีอำนาจเหนือคนทั้งประเทศได้อย่างนั้น?” ผมไม่ได้ตอบ แต่ตอนนั้นใจผมคิดถึงประโยคที่ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ ว่า พระองค์ทรงเป็น "SOUL OF THE NATION" หรือ จิตวิญญาณของคนไทยทั้งชาติ ยังจำกันได้ไหม ? แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ - เราสร้างค่านิยมผิดๆว่าคนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเงินมากที่สุด - เราโกงทุกครั้งที่มีโอกาส - เราเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคิดถึงแต่ สิทธิ แต่ลืมคำว่า หน้าที่ - เรากำลังฆ่ากันเองทุกวันในภาคใต้ - เราสร้าง กฎหมู่ ให้เหนือ กฎหมาย - เราเดินขบวนประท้วงในทุกอย่างที่เราไม่เห็นด้วย - เราก้าวร้าวต่อกัน - เราแตกแยกกัน และทั้งโลกกำลังจับตามองเราอยู่ เราเคยหยุดคิดกันบ้างไหมว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราจะทรงเสียพระทัยเพียงใด ชันษาของพระองค์ท่าน หากเปรียบกับคนธรรมดาก็สมควรที่จะได้พักเต็มที่ ได้รับการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่สมควรที่จะตรากตรำทำงานหนัก หรือกระทบกระเทือนใจแต่อย่างใด แต่กลับเป็นว่า ในปีที่ครบ 80 ชันษาของพระองค์ท่านยังต้องทรงงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ทรงต้องอยู่ภายใต้การถวายการดูแลของคณะแพทย์ พระองค์ต้องรับทุกข์ของคนไทยทั้งชาติ ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อมด้วยข้าราชบริพารหากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือ เมื่อประชาชนของพระองค์ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความพอเพียง และมีสติ-เพียงเท่านี้เอง แล้ววันนี้เรากำลังทำอะไรกันอยู่ ? นี่หรือคือการแสดงความกตเวทีต่อพระมหากษัตริย์ของเรา ?    
  
อยากจะบอกว่า ที่เราได้เกิดมาเป็นคนไทยนั้นประเสริทที่สุดแล้ว ที่มีพระองค์เป็นรมโพธิ์ร่มไทรของชาวไทยทั้งชาติ
 
October 08

เมื่อต้องการกำลังใจ


ชายคนหนึ่งเพิ่งจะมาพูดได้ตอนอายุ 4 ขวบ
ชายคนนั้น...เพิ่งจะมาอ่านหนังสือออกตอนอายุ 8 ขวบ
ชายคนนั้น...เคยถูกไล่ออกจากโรงเรียน
ชายคนนั้น... เคยถูกปฎิเสธจากโรงเรียนอาชีวะแห่งซูริค
ชายคนนั้น...เคยถูกอาจารย์ระบุว่า
"สมองช้า ไม่ชอบสังคมและล่องลอยอยู่ในความฝัน อันโง่เขลาของตัว เองตลอดเวลา"
ชายคนนั้น...ชื่อ "อัลเบิร์ต ไอสไตน์" บิดาแห่งปรมาณู


ชายคนหนึ่งเคยถูก ปฎิเสธจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอ ยต์
ชายคนนั้น...ลอง สมัครใหม่ดูอีกที
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอีกครั้ง
ชายคนนั้น...พยายามเป็นครั้งที่สาม
ชายคนนั้น... ได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน
ชายคนนั้น...ได้เป็นทหารสม ใจ
ชายคนนั้น...เข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สงครามโลก ครั้งที่สองได้สำเร็จ
ชายคนนั้น...ชื่อ "นายพล ดักลาส แมคอา เธอร์"
ผู้พิชิตแปซิฟิคแห่งสงครามโลกครั้งที่สอง


ชายกลุ่มหนึ่ง...เป็นนัก ดนตรี
ชายกลุ่มนั้น...เคยถูกปฎิเสธจากผุ้บริหารคนหนึ่งจากบริษัทเดคคาเรคคอร์ติ้ง
ชายกลุ่มนั้น...ถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "เราไม่ชอบเสียงเพลงของพวกเขา
และกลุ่มนัก ดนตรีที่เล่นกีตาร์กำลังจะหมดสมัยแล้ว"
ชายกลุ่มนั้น...มีนามว่า "เดอะ บีเทิลส์" สี่เต่าทองแห่งตำนาน


ชายคนหนึ่ง...เป็นนักกีฬา
ชายคนนั้น...เล่นบาสเกตบอลให้กับ ทีมโรงเรียนมัธยม
ชายคนนั้น...เคยถูกคัดออกจากทีม โรงเรียน
ชายคนนั้น...ชื่อ "ไมเคิล จอร์แดน"
หนึ่งในนักกีฬาบาสเกตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลก


ชายคนหนึ่ง...เป็นนักแต่งเพลงชาวเยอรมัน
ชายคนนั้น...สูญเสียความสามารถในการฟังลงเรื่อยๆ
ชายคนนั้น...หูหนวกสนิทเมื่อมีอายุได้ 46 ปี
ชายคนนั้น...ได้ ใช้ช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตประพันธ์เพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุด
ชายคนนั้น...ชื่อ "ลุดวิก ฟาน บีโธเฟน" นักประพันธ์เพลงชื่อก้องโลก


ชายคนหนึ่งสอบตกประถม 6
ชายคนนั้น...เคยมีชีวิตที่พ่ายแพ้และล้มเหลวมาตลอด
ชายคนนั้น...ล้วนทำประโยชน์ครั้งใหญ่ๆเมื่อเขากลายเป็นผู้สูงอายุแล้ว
ชายคนนั้น...ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษเมื่ออายุ 62 ปี
ชายคนนั้น...ชื่อ "วินสตัน เชอร์ชิล" อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ


ชายคนหนึ่งเรียนปริญญาตรี
ชายคน นั้น...เคยถูกจัดให้เป็นแค่นักศึกษาระดับกลางเท ่านั้น
ชายคน นั้น...เคยสอบได้อันดับที่ 15 จากนักศึกษา 22 คนในวิชาเคมี
ชายคนนั้น...ชื่อ "หลุยส์ ปาสเตอร์"

ชายคน หนึ่งเป็นนักร้อง
ชายคนนั้น...เคยถูกผู้จัดการของ แกรนด์โอเล โอเพรย์ไล่ออก
ชายคนนั้น...เคยโดนดูถูกว่า "แกมันไปไม่ถึงไหน เลย แกควรกลับไปขับรถบรรทุกมากกว่า"
ชาย คนนั้น...ชื่อ "เอลวิส เพรสลีย์"


หญิงคน หนึ่งเป็นนางแบบผู้เปี่ยมไปด้วยความหวัง
หญิงคนนั้น...ทำงาน ให้กับบริษัทบลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจ นซี่
หญิงคนนั้น...เคยโดน ผู้อำนวยการบริษัท บลูบุ๊คโมเดลลิ่งเอเจนซี่ดูถูกว่า
"เธอควร ไปเรียนด้านเลขาฯหรือไม่ก็แต่งงานเสียดีกว่า"
หญิงคนนั้น...ชื่อ นอร์มา จีน เบเกอร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "มาริลีนมอนโร"นั่นเอง


ชาย คนหนึ่ง หลงใหลวิชาการเงินอย่างมาก
ชายคนนั้น...ยื่นใบสมัคร กับมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาวาร์ด อันเลื่องชื่อ
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธในเวลาต่อมา
ชายคนนั้น...ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าเข้าศึกษา ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจโคลัมเบีย
ชายคนนั้น...สำเร็จการ ศึกษา
ชายคนนั้น...ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,000 ล้าน เหรียญสหรัฐจากเงินลงทุนเพียง 100 เหรียญ สหรัฐ
ชายคนนั้น...ชื่อ "วอเรน บัฟเฟตต์" นักลงทุน อัจฉริยะ
อภิมหาเศรษฐีอันดับสองของโลก


ชายคนหนึ่ง หลงใหลในคอมพิวเตอร์อย่างมาก
ชายคนนั้น...ชอบหมกตัวกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
ชายคนนั้น...ถูกเพื่อนมองว่า "สกปรก - บ้าคอมพิวเตอร์"
ชายคน นั้น...เคยเสนอซอฟแวร์ระบบให้กับ แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...ถูกปฎิเสธอย่างไม่ใยดี
ชายคน นั้น...ปัจจุบันคือผู้ให้การช่วยเหลือด้านเงินทุนกับ แอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์
ชายคนนั้น...เคยถูก ไอบีเอ็ม มองว่า "แค่ เด็ก"
ชายคนนั้น...ปัจจุบันเป็นผู้นำบริษัทซอฟแวร์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก
ชายคนนั้น...ชื่อ วิลเลี่ยม เฮนรี่ เกตส์ ที่สาม หรือที่รู้จักกันในนาม "บิลล์ เกตส์" ผู้ก่อ ตั้งไมโครซอฟต์
มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ผู้ถือครองสินทรัพย์กว่า 46,000 ล้านเหรียญ

ผมเชื่อว่าทุกคนเคยแพ้
ผมเชื่อว่าทุกคนเคยล้มเหลว

แต่คนแพ้ไม่ใช่คนที่ล้มเหลว

คนล้มเหลวคือ..คนที่ล้มเลิกต่างหาก


- + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + - + 
October 04

แล้วเราก็ 16

เรา 16 แล้วนะ
1 ตุลา ทีไร เราแก่ขึ้นอีกปีทุกที 555+
เราก็เปงแบบนี้ ถ้าไม่เตือนเพื่อนมานก็จำไม่ได้หรอกว่าวันเกิดเรา
(คนไม่สำคัญก็เงี้ย)
แต่ข้องใจนะคับ ทามไมบอกว่า 16 แล้วเพื่อนไมไม่เชื่อ
เซงเป็ดงับ หรือว่าเราหน้าเด็กเกินไป 555+
แต่ไงเพื่อนสุดที่ LOVE ของเราก็ยังพอมีคนจำได้วะ อิอิ
Thank You June Nut A Yeng Pun และอีกบางคน
ขอบคุงนะง๊าบบบ
Happy birth day To Me
555+ (กรูบ้าไปแล้ว)
September 24

เข้าค่าย

วันเสาร์เราได้ไปเข้าค่าย ประชาธิปไตย  มา กลับมาวันจันทร์
ตอนนี้เราตัดโรคเดิมได้แล้วแหละ เพราะการที่เราเจอคนที่เรารักจริงๆซักคน
ทำให้เรากลับใจมาเป็นคนดีได้
.
.
.
.
.
ถึงคนที่เรารัก...เค้าจะมีแฟนแล้วก็ตาม
เราขอรอเค้าอยู่ที่เดิม
แล้วอยากจะบอกเพื่อนๆๆทุกคนที่ค่ายนะว่ารักเพื่อนทุกคนคับ
โดยเฉพาะ ... เราคิดถึงและรักเธอที่สุดเลยนะ
,
การใช้หลัก คาราวะธรรม
 
ความรู้ในค่ายนี้แน่นมากครับ ขอคาราวะ 1 จอก
เพื่อนๆ สุดแน่ของเรา ขอคาราวะ 1 จอก
ถึงอาจานทุกท่านที่ Take Care เป็นอย่างดีมากๆ คาราวะ 1 จอก
และถึง Gang แมลงสาบ ท่าเท่จิงๆๆ ขอคาราวะ 1 จอก
กว่าจะร่ายหมดก็เมาพอดี
,
รักเพื่อนทุกคนคร๊าบบบบ
 

LabPixies Clock

Loading...